วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2552
ข้อสอบเรื่องกัมมันตภาพรังสีและพลังงานนิวเคลียร์
ก.รังสีที่แผ่ออกมาได้เองจากธาตุบางชนิด
ข.ธาตุที่มีในธรรมชาติที่แผ่รังสีออกมาได้เอง
ค.ปรากฏการณ์ธรรมชาติ
ง.การก่อตัวของรังสี
2.รังสีที่ได้จากธาตุกัมมันตรังสีมี 3 ชนิด คือ
ก.รังสีแอลฟา รังสีเบตา และรังสีแกมมา
ข.รังสีแอลฟา รังสีธรรมชาติ และรังสีแกมมา
ค.รังสีแกมมา รังสีสังเคราะห์ และรังสีเบตา
ง.รังสีเบตา รังสีสังเคราะห์ และรังสีธรรมชาติ
3.รังสีแอลฟา (alpha, a) คืออะไร
ก.นิวเคลียสของอะตอมธาตุฮีเลียม 4He2 มีประจุไฟฟ้า +2 มีมวลมาก ความเร็วต่ำ
ข.นิวเคลียสของอะตอมธาตุฮีเลียม 4He2 มีประจุไฟฟ้า +1 มีมวลมาก ความเร็วสูง
ค.รังสีที่ไม่มีประจุไฟฟ้า
ง.แม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่สูง
4.มีสตรอนเตียม-90 อยู่ 80 กรัม ใช้เวลานานเท่าไรจึงจะเหลือ สตรอนเตียม-90 อยู่ 5 กรัม
ก.128 ปี
ข.150 ปี
ค.130 ปี
ง.112 ปี
5.ถ้ามีแรงที่กระทำแล้วทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในนิวเคลียส เรียกว่า
ก.พลังงาน
ข.แรง
ค.ปฏิกิริยานิวเคลียร์
ง.โปรตอน
6.การกำจัดกากกัมมันตรังสีมีกี่ระดับ
ก.2ระดับ
ข.3ระดับ
ค.4ระดับ
ง.5ระดับ
7.ใครเป็นผู้ค้นพบการแผ่รังสีเอ็กส์ ของแบเรียมที่เรืองแสงทำให้ฟิล์มดำ
ก.เบคเคอเรล
ข.เรนเก็น
ค.เกรเกิล
ง.คอลเรท
8.ธาตุกัมมันตรังสี หมายถึง
ก.ธาตุที่มีในธรรมชาติที่แผ่รังสีออกมาได้เอง
ข.รังสีที่แผ่ออกมาได้เองจากธาตุบางชนิด
ค.ปรากฏการณ์ธรรมชาติ
ง.เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
9.รังสี คือ
ก.เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ บางชนิดเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
ข.จุดหลอมเหลว
ค.สารละลาย
ง.ของแข็งที่จับต้องได้
10.นิวคลีออน คือ
ก.อนุภาคที่รวมตัวกันอยู่ภายใต้ นิวเคลียส
ข.อนุภาคที่รวมตัวกันไม่ได้อยู่ภายใต้ นิวเคลียส
ค.แสงนีออน
ง.สารที่มีแสงในตัวเอง
วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2552
กัมมันตภาพรังสี
ธาตุกัมมันตรังสี
เป็นธาตุที่ไม่อยู่ ในสภาพเสถียร มีการเปลี่ยนแปลง ภายในนิวเคลียสตลอดเวลา ซึ่งทำให้ธาตุนั้นปลดปล่อยรังสี บางอย่างออกมา
รังสีแอลฟา (a - ray)
เป็นนิวเคลียสของธาตุฮีเลียมมีประจุบวก ประกอบด้วยโปรตอน และนิวตรอนอย่างละ 2 อนุภาค จึงมีมวลมากขนาดโต วัตถุที่สามารถใช้กั้นรังสีแอลฟาได้ เช่นแผ่นกระดาษ , แผ่นอะลูมิเนียม หนาตั้งแต่ 0.02 mm หรือ ผิวหนังและมือ มีอำนาจในการทะลุทะลวงต่ำ แต่มีอำนาจทำให้อะตอมที่มันวิ่งผ่าน แตกตัวเป็นไอออนสูง
รังสีแกมมา (g - ray)
ไม่มีประจุ ไม่มีมวล เป็นพลังงานที่อยู่ในรูปของ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่สูง มีอำนาจทะลุทะลวงสูง
การสกัดกั้นต้องใช้แผ่นตะกั่ว หรือกำแพงคอนกรีตหนา 10 cm ขึ้นไป
รังสีเบตา (b - ray)
เป็นอนุภาคอิเล็กตรอน มีประจุเป็นลบเคลื่อนตัวได้เร็ว ความเร็วใกล้เคียงกับความเร็วแสง มีมวลน้อยกว่ารังสีแอลฟา มีอำนาจทะลุทะลวงสูงกว่า a - ray ประมาณ 10 เท่า ใช้โลหะบาง ๆ หรือไม้หนาประมาณ 0.5 cm กั้นได้
การตรวจสอบรังสี
1. แผ่นฟิล์มตรวจรังสี
2. ไกเกอร์เคาน์เตอร์หรือไกเกอร์มิลเลอร์
3. โดซิมิเตอร์
4. ซินทิลเลชั่นดีเทคเตอร์
5. แกมมาเรย์ สเปกโตรมิเตอร์
วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2552
แรงและการเคลื่อนที่
ตามความหมายที่ใช้กันโดยทั่วไป แรง (Force) คือ อำนาจหรือสิ่งที่กระทำต่อวัตถุในรูปของการพยายามทำให้วัตถุเคลื่อนที่ และเมื่อมีแรงมากระทำต่อวัตถุ วัตถุอาจเคลื่อนที่หรือไม่เคลื่อนที่ก็ได้ เช่น การออกแรงตีกอล์ฟ หรือออกแรงเตะลูกฟุตบอล เป็นต้น้
แรงเป็นปริมาณเว็กเตอร์ นั่นคือ แรงเป็นปริมาณที่ต้องกำหนดขนาดและทิศจึงจะมีความชัดเจนที่สมบูรณ์
กฏการเคลื่อนที่ของนิวตัน
กฏข้อที่ 1. วัตถุจะคงสภาพอยู่นิ่ง หรือสภาพเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงตัวในแนวตรง นอกจากจะมีแรงลัพธ์ ซึ่งไม่มีค่าเป็นศูนย์มากระทำต่อวัตถุนั้น
กฏข้อที่ 2. เมื่อมีแรงลัพธ์ซึ่งขนาดไม่เป็นศูนย์ มากระทำต่อวัตถุ จะทำให้เกิดความเร่งในทิศเดียวกับแรงลัพธ์ที่มากระทำ และขนาดของความเร่ง จะแปลผันตรงกับขนาดของแรงลัพธ์ และจะแปรผกผันกับมวลของวัตถุ
กฏข้อที่ 3. ทุกแรงกิริยา (Acction Force) จะต้องมีแรงปฏิกิริยา (Reaction Force) ที่มีขนาดเท่ากันและทิศทางตรงกันข้ามเสมอ
การวัดขนาดของแรง
เครื่องชั่งสปริงเป็นเครื่องมืออย่างง่ายในการวัดขนาดของแรง มีหน่วยเป็นนิวตัน (N) ในการใช้เครื่องชั่งสปริงผูกติดกับถุงทรายนั้นพบว่า ถุงทราย1 ถุง จะออกแรงดึงน้อยกว่า 2 ถุง และค่าที่อ่านได้จากเครื่องชั่งสปริงของถุงทราย 1 ถุงจะน้อยกว่าถุงทราย 1 ถุง ดังนั้น การวัดขนาดของแรง โดยใช้เครือ่งชั่งสปริงซึ่งสามารถบอกขนาดของแรงเป็นปริมาณตัวเลข เช่น แรง 5 นิวตัน จึงเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือมากกว่าการบอกเพีบงข้อมูลด้านความรู้สึก เช่น มากกว่าหรือน้อยกว่า
จากความหมายของแรงที่ว่า เป็นอำนาจที่ทำให้วัตถุเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ ซึ่งอาจเป็นการเปลี่ยนจากวัตถุหยุดนิ่งเป็นการเคลื่อนที่หรือเปลี่ยนจากการเคลื่อนที่เป็นหยุดนิ่งก็ได้ นั่นแสดงว่าการเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ของวัตถุนั้นเป็นผลของแรงที่ไปกระทำ
ถ้าออกแรงกระทำต่อวัตถุให้เคลื่อนที่บนพื้นราบ โดยออกแรงในแนวแรงผ่านจุดศูนย์กลางมวล ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมมวลของวัตภถุทั้งก้อน ถ้าวัตถุมีความหนาแน่นของมวลสม่ำเสมอ แล้วตรงตำแหน่งที่เส้นทะแยงมุมตัดกันจะเป้นจุดศูนย์กลางมวล วัตถุจะเคลื่อนที่อย่างไร ให้นักเรียนออกแรงผลักวัตถุบนพื้นราบดังภาพข้างล่างนี้ที่ตำแหน่งต่าง ๆ แล้วสังเกตการเคลื่อนที่ของวัตถุ
จากการออกแรงกระทำต่อวัตถุในแนวพื้นราบโดยทิศของแรงผ่านจุดศูนย์กลางมวลจะพบว่า ทิศของแรงและทิศการเคลื่อนที่ของวัตถุอยู่ในแนวเดียวกัน การเคลื่อนที่ของวัตถุมีทิศทางเดียวกันว่าการเคลื่อนที่แนวตรง หรือกล่าวว่าทิศการเคลื่อนที่ของวัตถุจะไม่เปลี่ยน ถ้าทิศของแรงและทิศของการเคลื่อนที่อยู่ในทิศเดียวกัน
การเคลื่อนที่ในแนวโค้งและวงกลม
การเคลื่อนที่ในแนวโค้ง
เราเรียกการเคลื่อนที่ในแนวโค้งอีกอย่างหนึ่งว่า การเคลื่อนที่แบบโปรเจกไตล์ (Projectlie)การเคลื่อนที่แบบโปรเจ็กไตล์เป็นการเคลื่อนที่ใน 2 มิติ คือ เคลื่อนที่ในแนวระดับและและแนวดิ่งพร้อมกัน ในแนวดิ่งเป็นการเคลื่อนที่ที่ี่มีความเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลก (ซึ่งสม่ำเสมอในบริเวณที่ใกล้ผิวโลก) ในขณะที่การเคลื่อนที่ในแนวราบไม่มีความเร่งเพราะไม่มีแรงกระทำในแนวระดับ ทำให้เส้นทางการเคลือนที่เป็นแนวโค้ง
การเคลื่อนที่แนวโค้งของวัตถุนั้น มีแรงเกี่ยวข้องอยู่ 2 แรงคือ แรงที่จะทำใหลูกเหล็กตกลงมาตามแนวดิ่ง ซึ่งก็คือ แรงดึงดูดของโลก และแรงผลักวัตถุ
การเคลื่อนที่แบบวงกลม มีอัตราเร็วคงตัว นั่นคือ การเคลื่อนที่ที่้มีขนาดของความเร็วเท่าเดิม สม่ำเสมอแต่มีทิศเปลี่ยนไปทีละน้อย
เราอาจหาประสบการณ์การเคลื่อนที่แบบวงกลมจากการแกว่งวัตถุที่ปลายเชือกให้เป็นวงกลม เราจะรู้สึกว่า มือจะต้องใช้แรงดึงมากขึ้นเมื่อแกว่งให้เร็วขึ้นด้วย เราเรียกแรงที่กระทำต่อมือที่กำลังแกว่งจุกยางว่า แรงสู่ศูนย์กลาง ซึ่งเป็นแรงที่ทำให้จุึกยางเคลื่อนที่อยู่ในอากาศได้ โดยไม่ทำให้จุกยางตกลงสู่พื้น และทิศของแรงสู่ศูนย์กลางจะตั้งฉากกับทิศการเคลื่อนที่ของจุกยาง ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ถ้าออกแรงในแนวแรงตั้งฉากกับการเคลื่อนที่ของวัตถุจะทำให้วัตถุเคลื่อนที่เป็นวงกลม
ประโยชน์ของการเคลื่อนที่แนวโค้งและวงกลม
ในชีวิตประจำวันเราจะพบเห้นการเคลื่อนที่ของวัตถุหรือสิ่งมีชีวิตเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ มากมายทั้งการเคลื่อนที่แนวตรง การเคลื่อนที่แนวโค้งหรือโปรเจ็กไตล์ หรือการเคลื่อนที่แนววงกลม เป็นต้น การเคลื่อนที่ดังกล่าว สามารถอธิบายโดยหลักการทางวิทยาศาสตร์ เช่น การที่ขับรถยนต์บนทางโค้งและสามารถเลี้ยวโค้งได้เพราะมีแรงเสียดทานระหว่างล้อรถกับพื้นถนน หากแรงเสียดทานน้อยเกิดไปก็ไม่สามารถเลี้ยวโค้งได้ ในการเลี้ยวรถที่มีความ่เร็วสูงเกินไป จะทำให้เกิด แรงหนีศูนย์กลาง ของรถทำให้แรงเสียดทานมีน้อย อาจทำให้รถหลุดโค้งเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้นในการใช้รถใช้ถนนควรปฏิบัติตามกฏการจำกัดความเร็ว เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน
ความเร่งและอัตราเร่ง
เมื่อ อนุภาคตัวหนึ่งเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น เราจะกล่าวว่า อนุภาค มี ความเร่ง (acceleration) แต่ถ้า มีความเร็วลดลง เราจะกล่าวว่า อนุภาคมีความหน่วง (deceleration or retardation)ถ้าให้ อนุภาค หรือวัตถุ เคลื่อนที่ตามแนวแกน x อย่างเดียว สมมติว่า ที่เวลา t1 อนุภาค อยู่ที่จุด P1 และมีความเร็วชั่วขณะ เป็นส่วนประกอบแกน x เป็น v1 และ ณ เวลาถัดต่อมา t2 วัตถุจะอยู่ที่จุด P2 และมีความเร็วชั่วขณะ เป็นส่วนประกอบแกน x เป็น v2ดังนั้น ความเร่งเฉลี่ย ของอนุภาคกำหนดให้เป็น
กรณีที่วัตถุเคลื่อนที่อัตราเร็วที่ไม่สม่ำเสมอ หรือความเร็วไม่สม่ำเสมอ วัตถุมีค่าความเร่ง
ความหมายของอัตราเร่งหรือความเร่ง คือ อัตราเร็วหรือ ความเร็วที่เปลี่ยนไปในหนึ่งหน่วยเวลาที่วัตถุมีการเคลื่อนที่
การคำนวณหาค่าอัตราเร่ง ทำได้โดยหาอัตราเร็วที่เปลี่ยนไปโดยใช้อัตราเร็วสุดท้ายของการเคลื่อนที่ลบด้วยอัตราเร็วเริ่มต้นของการเคลื่อนที่ หารด้วยเวลาที่ใช้เปลี่ยนค่าอัตราเร็วนั้น
วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2552
วันนี้เรียนอะไร
โดยบอกถึงความหมายของสองสิ่งนี้ว่าหมายถึงอะไรโดยใช้สูตรนี้
มวล M
ความเร็ว
เวลา+หน่วยs
EX มดตะนอยเคลื่อนที่ได้ระยะทาง 10 m ในเวลา 30 วินาทีถ้าเคลื่อนที่ไปทางทิศตะวันตกจะมีเวลาเท่าไหร่และมีอัตราเร็วเท่าไหร่
กำหนด การกระจัด = 10 m
เวลา+ = 30 วินาที
ความเร็ว = 10/30 = 1/3 mls
และสอนเกี่ยวกับระยะทางและการกระจัด
วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
กลุ่มที่7
เนื้อหา เนือ้หาเยอะ แต่ไม่มีชัดเจน เพราะขาดใจความสำคัญไปอยู่
การบรรยาย บรรยายชัดเจน แต่เว้นวรรค์ไม่ถูกต้องเป็นบางส่วน
กลุ่มที่ 4
เนื้อหาไม่คอยครบถ้วนและเนื้อหาไม่ค่อยตรงและยังไม่สมบูรณ์แบบเท่าไหร่
การบรรยาย ขาดความมั่นใจในการออกไปนำเสอนหน้าห้อง
กลุ่มที่ 3
เนื้อหา ค่อนข้างที่จะชัดเจนดี
การบรรยาย บรรยายได้ดีและสามารถที่จะจับใจความสำคัญได้ดี
และที่สำคัญเนื้อหากระชับ
กลุ่มที่ 2
เนื้อหา ค่อนข้างจะกระชับและชัดเจนในเนื้อหาดี
การบรรยาย ผู้บรรยายพูดได้เข้าใจง่ายดีและรวดเร็วสามารที่จะจับใจควาสำคัญได้
กลุ่มที่1
เนื้อหาไม่ค่อยกระชับยังไม่ครบถ้วนและยังไม่ค่อยสมบูรณ์มากนัก
การบรรยาย ฟังชัดเจน รู้เรื่อง และรวดเร็วทันภายในเวลาที่กำหนด
มี3 ชนิด
1. ปริมาณพื้นฐาน (FundamentalQuantities)ปริมาณ ชื่อหน่วย สัญลักษณ์หน่วย
ความยาว ( L )
มวล ( m )
เวลา ( t )
อุณหภูมิ ( T )
กระแสไฟฟ้า ( I )
ความเข้มของการส่องสว่าง ( I )
ปริมาณของสาร เมตร กิโลกรัม วินาที เคลวิน แอมแปร์ แคลโดลลา โมล m kg s k A Sd Mol.
2 ปริมาณอนุพันธ์ ( Derived Quantities ) เป็นปริมาณที่เกิดจากปริมาณพื้นฐานรวมกันมีมากมายเช่น
แรง มีหน่วยเป็น นิวตัน
งาน มีหน่อยเป็น จูล
กำลัง มีหน่วยเป็น วัตต์
แรงเคลื่อนที่ไฟฟ้า มีหน่อยเป็น โวลท์ ฯล .
1 การเปลี่ยนอนุพันธ์ให้อยู่ในรูปของหน่วยพื้นฐาน
- เขียนสูตรหรือสมการของปริมาณนั้นๆ
- กระจายสูตรให้อยู่ในรูปของปริมาณพื้นฐานทั้งหมด
- แทนค่าหน่วยของปริมาณพื้นฐาน เช่น แรง ( F ) มีหนวยเป็น นิวตัน( N )
3 ปริมาณเสริม มี 2 ปริมาณ
3.1 การวัดมุมพื้นราบ มีหน่วยเป็น เลดี่ยน ( radian )
3.2 การวัดมุมตัน มีหน่วยเป็น สตอเรเดี่ยน ( str. )
วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
ฟิสิกซ์คืออะไร
ความอยากรู้อยากเห็นและความช่างสังเกตเป็นพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งก่อให้เกิดการศึกษา ธรรมชาติที่อยู่รอบตัวเราตั้งแต่อดีตเป็นต้นมาด้วยวิธีการต่างๆ ธรรมชาติเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด และเป็นสิ่งที่น่าสนใจ และน่าเรียนรู้สำหรับทุกคน โดยเฉพาะในการศึกษาค้นคว้าหาความรู้เรื่องเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เรียกว่า ฟิสิกส์
ฟิสิกส์ (Physics) เป็นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งที่ศึกษาธรรมชาติของสิ่งไม่มีชีวิต ซึ่งได้แก่ การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ และปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา การค้นคว้าหาความรู้ทางฟิสิกส์ทำได้โดยการสังเกต การทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อสรุปเป็นทฤษฎี หลักการหรือกฎ ความรู้เหล่านี้สามารถนำไปใช้อธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติหรือทำนายสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต และความรู้นี้สามารถนำไปใช้เป็นพื้นฐานในการแสวงหาความรู้ใหม่เพิ่มเติมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์
1. ฟิสิกส์ คือ การศึกษากฎธรรมชาติ
2. ฟิสิกส์ คือ วิทยาศาสตร์ที่อธิบายวัตถุและพลังงาน
3. ฟิสิกส์ คือ พื้นฐานของวิทยาศาสตร์ทั้งมวล
4. ฟิสิกส์ คือ ความรู้ที่ได้จากการศึกษาและรวบรวมจากปรากฎการณ์ธรรมชาติ
ผลสรุปของฟิสิกส์ คือ วิทยาศาสตร์ที่อาศัยการทดลอง อะไรก็ตามที่ต้องเรียนรู้โลกทางกายภาพ จะเรียนรู้ผ่านการทดลอง
รายชื่อสมาชิก
2.น.ส อำไพ นิลวรรณ เลขที่ 17 ม.5/6
3. น.ส. หทยา ศรีปทุมทอง เลขที่ 32 .ม5/6
4. น.ส. จุฑามาศ แสงจันทร์ เลขที่ 34ม.5/6